[close]
หน้าแรกสุขภาพดีบุคลิกดีงานดีเงินดีสังคม-เดินทางความสัมพันธ์ท่องเที่ยวเว็บบอร์ดเกี่ยวกับเรา

อยู่อย่างไรเมื่อเป็นไมเกรน

อยู่อย่างไรเมื่อเป็นไมเกรน


          หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีอาการปวดศีรษะ แต่ไม่แน่ใจว่าอาการปวดศีรษะของคุณจะใช่ไมเกรนหรือไม่ ลองสังเกตดูว่าลักษณะการปวดของคุณตรงกับข้อใดบ้าง ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะข้างเดียว
  • ปวดตุ้บ ๆ เป็นจังหวะ
  • ปวดมากขึ้นเมื่อขยับร่างกาย
  • ปวดมากจนไม่เป็นอันทำอะไร
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยเป็นบางครั้ง
  • ทนแสงแดดจ้าหรือเสียงดังไม่ค่อยได้


เพราะเหตุใดจึงเป็นไมเกรน

          เพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้นอันจะนำไปสู่การรับมืออย่างได้ผล Better Health คุยกับ นพ. ไพศาล วชาติมานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท เพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยไมเกรน ให้ยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีแม้จะต้องอยู่กับอาการปวดศีรษะต่อไป

          นพ. ไพศาล อธิบายลักษณะการปวดศีรษะแบบไมเกรนไว้ว่า “อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้น มีลักษณะค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ มักจะปวดบริเวณขมับโดยอาจจะปวดข้างเดียว หรือทั้งสองข้างก็ได้ บางกรณีอาจมีการปวดวนกันไป และมักจะปวดข้างเดิมอยู่ซ้ำ ๆ ส่วนอีกบริเวณหนึ่งที่พบมาก ได้แก่ บริเวณเบ้าตา ลักษณะของการปวด ก็มักจะปวดตุ้บ ๆ ตามจังหวะของชีพจร ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย”

          ระยะเวลาของการปวดอาจแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละราย บางรายอาจมีอาการยาวนานถึง 72 ชั่วโมง การปวดศีรษะแบบไมเกรนนั้นเป็นโรคทางสมองชนิดหนึ่งซึ่งยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ แต่น่าเชื่อได้ว่าอาจมีจุดกำเนิดจากก้านสมองที่ทำงานผิดปกติ หรือเกิดจากภาวะที่สารเคมีในสมองไม่สมดุล ส่งผลให้หลอดเลือดมีความไวต่อการกระตุ้นมากเป็นพิเศษกล่าวคือ มีการหด และขยายตัวของหลอดเลือดอย่างผิดปกติ

          นพ. ไพศาล เสริมว่า “มีการถามกันมาก ว่าเพราะเหตุใดหลอดเลือดจึงไวต่อการกระตุ้น ก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่องของพันธุกรรม หากจะเปรียบให้เห็นภาพ ก็ต้องเปรียบกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด ที่มีความเปราะบาง และไวต่อการกระตุ้น ในสถานการณ์เดียวกันถ้าไปเจอสิ่งกระตุ้น คนปกติจะไม่เป็นไร แต่ผู้ป่วยโรคหอบหืดนั้นจะเกิดอาการผิดปกติขึ้นมาทันที กรณีของผู้ป่วยไมเกรนก็เช่นเดียวกัน”

          ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับอาการปวดศีรษะแบบไมเกรน ได้แก่ ผู้ป่วยมักจะเริ่มเป็นเมื่ออายุยังไม่มากนัก เช่น ช่วงอายุระหว่าง 25 ถึง 45 ปี และเคยมีรายงานว่าพบผู้ป่วยไมเกรนที่มีอายุเพียง 5 ปี ที่สำคัญมีผู้ป่วยผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 3 เท่า เนื่องจากอาจมีปัจจัยเรื่องของฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้อง


ปัจจัยกระตุ้น

          ปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนมีหลายประการซึ่งอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายซึ่ง นพ. ไพศาล อธิบายว่า “ปัจจัยกระตุ้นไมเกรนมีหลายประการ ที่พบได้บ่อยคือ แสงแดด แสงจ้า ซึ่งผู้ป่วยคุ้นเคยเป็นอย่างดี ต่อมาได้แก่ การอดนอน นอนน้อย หรือนอนดึก นอกจากนี้ อาหารก็เป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้เช่นเดียวกันคือ แอลกอฮอล์ โดยเฉพาะไวน์แดง ช็อกโกแล็ต ชีส และสุดท้ายได้แก่ ยาคุมกำเนิด ซึ่งเป็นยาฮอร์โมน และสามารถไปกระตุ้นไมเกรนได้”


โดยสรุปแล้ว ปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดไมเกรนมีดังนี้

  • ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ช่วงมีประจำเดือน ระหว่างตั้งครรภ์ ช่วงหมดประจำเดือน หรือการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด
  • อาหารบางชนิด เช่น ชีส ไวน์แดง ช็อกโกแล็ต น้ำตาลเทียม ผงชูรส ชา และกาแฟ
  • การกระตุ้นทางประสาทสัมผัส อาทิ แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน กลิ่นบุหรี่
  • รูปแบบการนอนที่เปลี่ยนไป เช่น นอนดึก นอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป
  • สิ่งแวดล้อม เช่น อากาศร้อน ฝุ่นควัน
  • ยาบางชนิด

          นอกเหนือจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว หลายคนเชื่อว่าความเครียดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการปวดไมเกรนตรงนี้ นพ.ไพศาล อธิบายว่า “จริง ๆ แล้วความเครียดไม่ได้ทำให้เราเป็นไมเกรน แต่ด้วยพันธุกรรมทำให้ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อไมเกรนอยู่แล้วเป็นไมเกรนขึ้นมา เมื่อไรก็ตามที่เราเครียดเราจะปวดหัวได้สองแบบ แบบแรก คือมึน ๆ เหมือนมีอะไรมารัดศีรษะอยู่แน่นไปหมด อันนี้เป็นลักษณะการปวดหัวแบบเครียด แต่คนเป็นไมเกรนจะปวดหัวแบบไมเกรน หรือแบบผสม เช่น ปวดตุ้บ ๆ คลื่นไส้ อาเจียน”


การรักษา

          สำหรับการรักษา นพ. ไพศาล กล่าวว่า “การรักษาไมเกรนให้หายขาดยังเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้ากันต่อไป จุดมุ่งหมายในการรักษาจึงอยู่ที่การรับมือกับอาการปวด ไม่ว่าจะด้วยการรักษา หรือป้องกันอาการ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทุกข์ทรมานจากความปวดน้อยลง และประกอบกิจวัตรต่าง ๆ ได้ตามปกติ”

          ในการรักษา แพทย์จะพิจารณาว่าผู้ป่วยมีอาการบ่อย และรุนแรงเพียงใด ตามสถิติ ผู้ป่วยไมเกรนประมาณร้อยละ 80 มีอาการปวดศีรษะ 1 ถึง 2 ครั้งต่อเดือน มีผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่ปวดบ่อย หรือปวดทุกวัน การรักษาหลัก ๆ ได้แก่ การให้ยา ซึ่งแบ่งเป็นยาสำหรับรักษาอาการและยาสำหรับป้องกันอาการ

          “สำหรับผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง หรือปวดนาน ๆ ครั้ง แพทย์จะสั่งยาแก้ปวดให้รับประทาน แต่โดยมากแล้วยาแก้ปวดธรรมดาอย่างพาราเซตามอลมักจะใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยไมเกรน ต้องใช้ยาที่แรงขึ้นซึ่งก็จะมีข้อเสียคือ ยาพวกนี้มักจะมีฤทธิ์กัดกระเพาะ หรือไม่ก็เป็นยาจำพวกยาเสพติด เช่น ฝิ่นสังเคราะห์ ซึ่งผู้ป่วยอาจจะติดได้” นพ. ไพศาล อธิบาย

          “ส่วนผู้ที่เป็นบ่อย ๆ เช่นเดือนหนึ่งเป็น 2 ครั้ง หรือมากกว่า แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาป้องกัน ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องรับประทานทุกวัน ยาที่จัดอยู่ในกลุ่มป้องกันมี 3 ถึง 4 กลุ่ม ได้แก่ ยาความดันโลหิตบางตัวในขนาดต่ำ ๆ กลุ่มที่สอง ได้แก่ ยากันชักบางตัว ขนาดต่ำ ๆ กลุ่มที่สาม ได้แก่ ยาต้านอาการซึมเศร้า และสี่ ได้แก่ ยาต้านแคลเซียม”

          อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายไม่ชอบที่จะต้องรับประทานยาทุกวัน ซึ่ง นพ. ไพศาล กล่าวว่า “ในส่วนของยาป้องกันนั้นมีความยืดหยุ่นพอสมควร คือ ไม่รับประทานก็ได้ ถ้าสามารถอยู่กับความปวดได้ ผมมีผู้ป่วยซึ่งเลือกที่จะไม่รับประทานยาอยู่หลายราย ผมก็จะแนะนำโดยเน้นไปในเรื่องของการปฏิบัติตัว”


รับมือกับไมเกรน

          แม้ว่าอาการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะรักษาไม่หาย แต่ผู้ป่วยก็สามารถดูแลตัวเองเพื่อบรรเทา และลดความถี่ในการถูกกระตุ้นจนเกิดอาการปวดได้โดยปฏิบัติดังนี้

  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นไมเกรนตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่บางคนอาจมีปัจจัยกระตุ้นอื่นอีกได้ ทางที่ดี ควรหมั่นสังเกตตัวเองให้ดี รวมทั้งพิจารณาจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นนั้น ๆ
  • นอนหลับให้เพียงพอ แต่อย่าให้มากเกินไป ผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรนอนให้ได้ประมาณ 6 ถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน พยายามเข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน
  • หยุดพักเมื่อมีอาการ ถ้าเป็นไปได้ควรพยายามพักผ่อนในห้องเงียบ ๆ มืด ๆ ร่วมกับการประคบเย็นบริเวณต้นคอ พร้อมกับนวดบริเวณที่ปวดก็จะช่วยบรรเทาอาการได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายติดต่อกันไม่น้อยกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายโดยรวมแข็งแรง และลดความเครียดซึ่งอาจจะช่วยลดความถี่ของการปวดได้
  • จดบันทึกอาการของคุณ บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความปวด อาทิ วัน เวลา ระยะเวลา ลักษณะอาการปวด อาหารที่รับประทาน รวมถึงความผิดปกติต่าง ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับอาการของคุณเลย


เมื่อไรควรรีบไปพบแพทย์

          นพ. ไพศาล เล่าว่า จากประสบการณ์ที่เคยพบมา สาเหตุที่ทำให้ปวดศีรษะโดยมากมักจะไม่ร้ายแรง แต่ก็มีหลายกรณีที่อาการปวดศีรษะเป็นอาการนำ และมีอาการอื่นร่วมด้วย กรณีนี้ผู้ป่วยควรรีบไปพบแพทย์

          “ถ้ามีอาการปวดศีรษะแล้วมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีไข้สูง ตาเห็นภาพซ้อน ตาเหล่ ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด แบบนี้ไม่ใช่ไมเกรนแน่ ๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดปกติทางระบบประสาท หรืออาการปวดศีรษะชนิดที่แปลกออกไป แบบที่ไม่เคยปวดมาก่อน เช่น ปวดต่อเนื่องยาวนานไม่ดีขึ้นแม้ใช้ยา แขนขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก พูดไม่ออก ถ้ามีอาการแบบนี้ต้องรีบไปพบแพทย์ครับ” นพ. ไพศาล กล่าว

          แม้อาการปวดศีรษะแบบไมเกรนจะเป็นประสบการณ์ที่แสนทรมาน แต่หากรู้จักรับมืออย่างถูกวิธีแล้ว ไมเกรนก็อาจไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคุณจนเกินไปนัก


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ที่มา : นพ.ไพศาล วชาติมานนท์ ศูนย์โรคระบบประสาท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท


กลับหน้าแรก >>


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

โรคของคนวัยทำงาน

โดยเฉพาะอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ออ่อน หรือซีทีดี (Cumulative Trauma Disorder) ซึ่งเกิดจากคนที่ทำงานหน้าจอ  ...

อ่านต่อ

โรคตาในวัยทำงาน

วัยทำงานเป็นช่วงเวลาที่มีความจำเป็นต้องใช้สายตามากกว่าช่วงเวลาอื่น ดังนั้น การดูแลถนอมดวงตา...

อ่านต่อ

8 โรคร้ายของวัยทำงาน

ถ้ากายป่วยกระเสาะกระแสะ ประสิทธิภาพในการทำงานก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา หลังจากขะมักเขม้น  ...

อ่านต่อ

หมอนรองกระดูกคอเสื่อมในวัยทำงาน

หนุ่มสาววัยทำงานทั้งหลาย มีอาการเหล่านี้หรือไม่ ปวดกระดูกคอ ปวดบ่า ปวดไหล่ ร้าวลงไปที่แขน รวมถึง ...

อ่านต่อ

โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว

โรคปวดศีรษะชนิดตึงตัว

โรคปวดศีรษะเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประชาชนทั่วไปจากการศึกษาทางสถิติพบว่า โดยเฉลี่ยผู้ชายร้อยละ 93 และผู้หญิงร้อยละ 99 ต่างเคยมีอาการ ...

อ่านต่อ

ปวดศีรษะไมเกรน

สาเหตุที่แท้จริงของปวดศีรษะไมเกรนยังไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าสมองของผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน...

อ่านต่อ


ไมเกรน ที่สุดของโรคปวดศีรษะ โรคปวดหลังของคนวัยทำงาน

ปวดเส้นประสาท โรคร้ายของคนวัยทำงาน Office Syndrome กลเม็ดเด็ดพิชิตโรควัยทำงาน

Tags : สุขภาพ การดูแลสุขภาพ ไมเกรน ปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน ระบบประสาท

วัตถุประสงค์ในการจัดทำ www.health4win.com
www.health30up.com
www.homecare-dd.com
RR2
RR3
RR4
ติดต่อเรา-โฆษณา
แนะนำกิจกรรมเด่น
« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  
RR1
RR6
RR8
คำนวณดัชนีสุขภาพ
การคำนวณอัตราการเต้นหัวใจเป้าหมาย
การคำนวณดัชนีมวลกาย
การคำนวณอัตราการใช้พลังงานในแต่ละวัน
การวัดดัชนีมวลกายและเส้นรอบเอว
การคำนวณหาระดับไขมันที่เหมาะสม
การคำนวณหาความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ
สมัครสมาชิก
อัลบั้มรูปและภาพกิจกรรม
บทความแนะนำ
6 กลเม็ดเคล็ดลับการลดน้ำหนักด้วยอาหารเสริมให้ได้ผล
ดูซีรีส์ ก่อนนอนจะดีเหรอ
ดื่มชาเขียวยังไง ให้ช่วยลดน้ำหนัก
ย้อมสีผมเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่
เสริมราศีด้วยแฟชั่นการแต่งตัวตาม 12 ราศี
9 อาหารมีประโยชน์ ลดโคเลสเตอรอล
สานสัมพันธ์อย่างไร...ให้ดูน่ารัก
วัฒนธรรมการกิน
วิธีการจัดกระเป๋าเดินทางแบบมือโปร
สุดยอดอาหารต่างประเทศ 5 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ฝากข่าวประชาสัมพันธ์


ข้อมูลสุขภาพน่ารู้ จากเว็บเพื่อนบ้าน

จดหมายข่าว

กรอก Email เพื่อรับข่าวสาร
 

Poll

คุณอยากให้เว็บไซต์สุขภาพโดยทั่วไป มีเนื้อหาในส่วนใดมากที่สุด
ก. เทคนิคการดูแลสุขภาพกาย
ข. เทคนิคการดูแลสุขภาพใจ
ค. โรคและการป้องกัน
ง. ความรู้เรื่องการกินอาหาร
จ. อาหารเสริม
ฉ. แพทย์ทางเลือก
ช. กินท่องเที่ยวสไตล์รักสุขภาพ
By
รหัสยืนยัน :

Result
 

หน้าแรก  l  สุขภาพดี  l  บุคลิกดี  l  งานดี  l  เงินดี  l  ความสัมพันธ์ดี  l  สาระดีจาก YouTube  l  สังคม-เดินทา

ท่องเที่ยว  l  เกี่ยวกับเรา  l  ติดต่อเรา - โฆษณา  l  ฝากข่าวประชาสัมพันธ์  l  สมัครสมาชิก
 
  
view